ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก NaturedharmA ประทีป วัฒนสิทธิ์
  ตำบลเสาเภา  อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช 80340
แบบสำรวจความคิดเห็น
ขอเชิญท่าน สมัครเป็นสมาชิก แสดงความคิดเห็น ได้ที่ เว็บบอร์ด
ดูผลโหวด
สถิติผู้เยี่ยมชม
เปิดเว็บไซต์ 03/06/2013
ปรับปรุง 17/09/2014
สถิติผู้เข้าชม 146869
Page Views 166097
ข้อคิดเพื่อธรรมชาติธรรม
ข้อคิดเพื่อสังคม
มห้ศจรรย์ธรรมชาติ
ข้อคิดการศึกษาไทย
ธรรมะจากท่านพระพุทธทาส
ลายเส้นเพื่อสังคม 2
ลำนำเพลง
รักเมืองไทย..ใช่บ้านเกิด
มุมมองของท่านพระพุทธทาส
มุมมองของท่านพระพุทธทาส
 
 
 
                                                                           ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก ก็ต้องจัดการศึกษาใหม่
                                                                           (จากธรรมโฆษณ์ ...เมื่อธรรมครองโลก)

          ถ้าเด็ก ๆ มีจิตใจเต็มเปี่ยมด้วยธรรมะอย่างนี้ ก็เรียกว่าเรามีการศึกษาอย่างใหม่ อันใหม่ที่ตรงกันข้ามจากที่กำลังเป็นอยู่ แต่ถ้าว่ากันโดยเนื้อแท้แล้ว ไม่มีธรรมะอะไรเลยธรรมะนั้นไม่รู้จักใหม่ไม่รู้จักเก่าเป็นของอย่างนั้นเอง นี้ละเลยกันเสียนาน จนกลายเป็นเหมือนกับว่าเป็นของใหม่อย่างนี้เป็นต้น

         นี้คือการศึกษาใหม่ สำหรับยุคที่กำลังจะพินาศ จะต้องศึกษาให้มันตรงกันข้ามจากที่กำลังเป็นอยู่ หรือก้าวไป ไม่ตามกันวัตถุนิยม ทำให้มีหิริโอตตัปปะ และธรรมะอื่น ๆ ที่จำเป็น ที่โลกจะต้องมี

         สำหรับหิริและโอตัปปะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับที่จะต้องมีในโลก โลกอยู่ได้เพราะธรรมนี้ ไม่ใช่อยู่ได้เพราะกฎหมาย เพราะอาชญาหรือเพราะการหลอก การลวง การจ้าง การอะไรกัน อย่างอื่นนั้นมันเป็นเรื่องหลอกลวง

        เมื่อถามว่าการศึกษาคืออะไร พวกนักการศึกษาในโลกนี้ก็ตอบไว้มากจนเวียนหัว คนหนึ่งก็ตอบอย่างหนึ่ง ยุคหนึ่งก็ตอบอย่างหนึ่ง จนมากจนเวียนหัว แต่ในที่สุดก็พอสรุปได้เป็นใจความสำคัญว่า

        การศึกษานั้นมุ่งให้เยาวชนมีสติปัญญา ความเฉลียวฉลาดพอที่จะดำเนินอาชีพหรือชีวิตของตนให้พ้นจากความยากลำบากไปได้ หรือให้ลึกลงไปอีกหน่อยก็ว่าเพื่อพัฒนาสัญชาตญาณง่าย ๆ เลว ๆ ต่ำ ๆนั่นให้มันดีขึ้น เป็นสติปัญญาที่ดีขึ้นมาเอาไปใช้อะไรก็ได้

        ความรู้อันนี้ สติปัญญาอันนี้เอาไปใช้เพื่อประโยชน์อะไรก็ได้ แต่ในที่สุดก็เพื่อทำมาหากิน แล้วในที่สุดจริง ๆก็เพื่อความก้าวหน้าในทางวัตถุ เป็นวัตถุนิยมเจริญชนิดที่ทำโลกนี้ให้พินาศ อย่างที่เห็น ๆ กันอยู่ แต่เขาก็ได้ให้คำจำกัดไว้ดีว่า "การศึกษานี้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์" แต่แล้วก็เล็งถึงความอยู่รอดในทางวัตถุ ทางร่างกายเสียมากกว่า เขาสอนกันอย่างนั้น โลกนี้จึงมีความรอดในทางร่างกายแล้วก็รอดมากเตลิดเปิดเปิงไป จนเป็นปัญหาอย่างอื่น เป็นความทุกข์อย่างอื่นขึ้นมา

        นี่การศึกษานี้ไม่พอ ที่จะทำโลกนี้ให้มีสันติ ไม่ต้องไปคาดคะเนหรือว่าไปอ้างเหตุผลอะไรที่ไหน ก็ดูเวลานี้ ซึ่งเขาก็อวดกันว่าการศึกษากำลังเจริญที่สุด พวกที่เขาเป็นผู้จัดการศึกษากำลังอวดว่าเจริญที่สุด พวกที่ป่าเถื่อนล้าหลังก็ไปตามเขา ว่ากำลังจะเจริญตามเขา ว่ากำลังจะเจริญตามเขา ว่าโลกนี้มันกำลังเจริญด้วยการศึกษา แต่ผลที่ออกมาในลักษณะที่ว่าโลกนี้กำลังยุ่งยากลำบากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในส่วนน้อย ๆ ย่อย ๆ นี้ก็ลำบากส่วนตัวบุคคลนี้ก็ลำบาก ส่วนประเทศนี้ก็ลำบาก ทั้งโลกนี้ก็ลำบากยิ่งลำบากยิ่งขึ้นไม่เห็นว่าตรงไหนมันมีความลำบากน้อยลงฉะนั้นการศึกษาที่กำลังมีอยู่ก็พิสูจน์ตัวมันเองว่า มันยังไม่ถูกแน่ เพราะว่ายิ่งนับวันยิ่งไกลต่อสันติภาพ

         ที่นี้ถ้าให้พวกเราพุทธบริษัทเป็นผู้ตอบปัญหากันบ้าง เราก็จะไม่้ตอบอย่างนั้น เพราะว่า จะตอบตามทัศนะของพุทธบริษัท มองสิ่งต่าง ๆในสายตาของพุทธบริษัทโดยเฉพาะอย่างยิ่งมองการศึกษาตามวิธีการของพุทธบริษัทเราก็จะตอบไปในทางที่ว่า"การศึกนั้นคือการยกสถานะทางวิญญาณของคนในโลกให้สูงขึ้น"

         สถานะทางวิญญาณของคนในโลกตกต่ำ ด้วยอำนาจของโมหะ ของอวิชาของความลุ่มหลง จนเกิดกิเลสปลีกย่อยอีกมากมาย ต้องมีการยกจิตใจ หรือวิญญาณของมนุษย์ในโลกนี้ให้สูงขึ้นคือ อย่าให้กิเลสเหล่านั้นมาครอบงำได้ นี้คือการศึกษา ในทัศนะของพุทธบริษัท ไม่พูดถึงร่างกาย โดยเอาร่างกายเป็นสิ่งที่ไปตามอำนาจของจิต แล้วจิตก็เป็นไปตามอำนาจของความรู้ วิชาความรู้ สติปัญญาซึ่งจะเรียกในมี่นี้ว่าวิญญาณฉะนั้นจะเป็นการยกดวงวิญญาณของสัตว์ให้สูงขึ้น

        เรื่องวัตถุนั้นเกือบจะไม่ต้องพูดถึง เพราะมันเพ้อแล้ว แล้วยิ่งมาทำให้เรื่องทางจิตทางวิญญาณกระทบกระเทือน หรือว่าตกต่ำเพราะทางวัตถุนั้น มันล่อลวงคนในโลกได้ดีที่สุด เรื่องทางจิตทางวิญญาณนี้มันไม่ล่อลวงมันจึงมีอำนาจน้อย

         นี้เรียกว่า จำกัดความลงไปได้ว่า การศึกษาคือการยกสถานะของวิญญาณของคนในโลกให้มันสูงขึ้น ๆ กิเลสครอบงำไม่ได้ ไม่หลงด้วยวัตถุ ไม่ทำลายวัตถุเปล่า ๆ ไม่ทำลายการประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง ที่เป็นธรรมะนั้นด้วย โลกก็มีสันติ การศึกษาก็เพื่อโลกมีสันติ ด้วยเหตุที่มนุษย์มีจิตใจสูงขึ้น ๆ เมื่อจิตใจสูงขึ้นจริงแล้วก็ทำอะไรถูกเอง และก็ไม่ทำให้มากเกินไป แล้วก็ไม่ทำในสิ่งที่ไม่จำเป็น เพราะความลุ่มหลงในเรื่องทางวัตถุเหล่านั้น

          เดี๋ยวนี้ละเลยกันมาก เพราะไปเป็นทาสของวัตถุนิยม พ่อต้องไปทำงานหากินนั้นถูกต้องแล้ว แต่ถ้าแม่ทิ้งลูกไปเสียด้วย ไปหาเงินอีกเหมือนกัน มันก็ผิดแน่เพราะว่าวิญญาณของลูกนี้มันจะถูกภูตผีปีศาจคร่าเอาไป กลายเป็นไม่ใช่ลูกมนุษย์ แม้จะไม่ฝากไว้ที่โรงเรียน เขาก็สอนกันแต่เรื่องวัตถุนิยม ก็ตกไปเป็นภูตผีปีศาจอีกชนิดหนึ่ง แม้ว่าเรียนไปถึงขั้นมหาวิทยาลัยก็เป็นธาตุของวัตถุนิยม แล้วจะเป็นทาสของอื่น ๆแทรกเข้ามาอีกมาก ไม่เป็นมนุษย์ที่ประกอบไปด้วยมนุษยธรรมที่จะทำความสงบระงับ

          ฉะนั้นการศึกษานั้นคือสิ่งที่พ่อแม่จะต้องทำ เพื่อยกระดับทางวิญญาณของทารกให้ดีขึ้น แล้วก็เป็นสิ่งที่ครูบาอาจารย์ที่โรงเรียน ที่วัด ที่ไหน ก็จะต้องทำ

         เดี๋ยวนี้เมื่อความนิยมมันเปลี่ยนไป แม้แต่บิดามารดาก็ยังต้องการให้สอนอย่างอื่น ไม่ต้องการให้สอนไปในทางที่ให้มีจิตใจสูงประกอบไปด้วยธรรม เขาต้องการสอนหนังสือ รู้หนังสือเร็ว ๆ ประกอบวิชาชีพเร็ว ๆ ไปหาเงินหาเกียรติอะไรได้เร็ว ๆ เป็นเสียอย่างนี้ ก็เลยไม่มีการสอนเรื่องที่จำทำจิตวิญญาณให้มันสูง มันก็ขาดไป

          การศึกษาต้องเล็งถึงสิ่งดังกล่าวมานี้ ไม่ใช่ให้รู้หนังสือ การรู้หนังสือเดี๋ยวนี้เขาทำกันเก่งจนเพ้อ จนเป็นคนฉลาดที่จะเป็นผู้ทำลายโลก เดี๋ยวนี้มีวิชาความรู้ทางหนังสือ ทางเทคโนโลยี่ ทางอะไรต่าง ๆ มากมาย จนถึงกับสามารถเป็นผู้ทำลายโลกกันได้ด้วยกันแทบทุกคน แต่เรื่องจิต ทางวิญญาณนั้นไม่มีก็เลยต่ำ

          การศึกษาตามความหมายของพระพุทธเจ้า เป็นการศึกษาที่ไม่ใช่ท่องบ่นอย่างในโรงเรียน แต่เป็นการศึกษาที่จะต้องปฏิบัติอยู่ที่ กายวาจา ใจ ท่านเรียกว่าไตรศึกษา หรือไตรสิกขา คือศึกษาสามอย่างเรียกว่า ศีล สมาธิ ปัญญา มันกระทำลงไปที่กาย วาจา และ ใจ ให้มีลักษณะอย่างนั้น ๆ เรียกว่าศีล อย่างนั้น ๆ เรียกว่าสมาธิ อย่างนั้น ๆ เรียกว่าปัญญา นี้คือการศึกษา แล้วก็ต้องทำอยู่ที่เนื้อที่ตัวแล้วทำตลอดเวลาด้วย การศึกษาคืออย่างนี้

         ทีนี้นักศึกษาในโลกนี้ หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักปรัชญาทางการศึกษาของโลกนี้ เขาไม่เคยคิดอย่างนี้ ไม่เคยมองอย่างนี้ มีแต่จำทำให้เด็กรู้หนังสือเร็ว ๆแล้วก็อย่างวิธีที่สนุกสนาน ไม่ต้องเคารพครูบาอาจารย์ ต่อไปก็อาจจะนั่งไหว้ตู้ทีวี ตู้วิทยุ เป็นต้น เพราะว่าเขากำลังจะเรียนทางวิทยุ ทางทีวี กัน โดยไม่ต้องใช้ครูบาอาจารย์ก็ได้ ในอนาคตนี่ แต่ในที่สุดมันก็ไม่มีผลทางจิตใจ มีความรู้ที่เหลือเฟือแล้วก็เฟ้อ เฟ้อจนทำลายตัวเอง

         ถ้าวิญญาณสูง วิญญาณนั้นจะไม่ตะกละตะกลามในเรื่องกิน กาม เกียรติสามอย่างนี้เราเคยเรียกสั้น ๆ ว่า สาม ก. สามก. คือ กิน คือกาม คือเกียรติ สาม ส.คือสะอาด สว่าง สงบ สามคู่นี้มันเป็นข้าศึกแก่กัน เดี๋ยวนี้เป็นเรื่องสาม ก.

         นี่แสดงโดยผล วิญญาณสูงก็คือพ้น หลุดจากความผูกพันในทางวิญญาณ ไม่มีอะไรผูกพันทางวิญญาณ หมายความว่าไม่มีความทุกข์วิญญาณถูกผูกพันนั้นคือความทุกข์ ถูกผูกพันด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความอะไรต่าง ๆ นี้ เลยรวมอยู่ความยึดมั่นว่า ตัวกู ว่าของกู นี่คือความผูกพันของวิญญาณ

         พระพุทธเจ้าเป็นบุคคลผู้นึกถึงผู้อื่นก่อน ไปสอบสวนดูในพุทธภาษิตทั้งหลาย การตั้งปณิธานเพื่อเป็นพระพุทธเจ้านั้นเป็นเรื่องเพื่อผู้อื่น ยิ่งกว่าเพื่อพระองค์ ฉะนั้นจึงยอมลงทุนมาก คือบำเพ็ญบารมีเพื่อจะให้ได้แก่ผู้อื่นถ้าต้องการเพื่อตัวเองคนเดียวแล้ว ไม่ต้องบำเพ็ญบารมีมากถึงขนาดนั้น

        ฉะนั้นการนึกถึงผู้อื่นนั้นแม้จะนึกตั้งแต่ที่แรกไปก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้เราเอาเป็นว่า เรื่องของเรามันพอ พอสมควรแล้ว พอได้พักผ่อนแล้ว ก็นึกถึงอื่นนึกถึงผู้อื่นอย่างไม่น้อยกว่านึกถึงตัว หรือว่านึกถึงผู้อื่นยิ่งกว่าตัว หรือว่านึกถึงผู้อื่นหมดเลย หมดเลยเรื่องของเราไม่นึกอย่างนี้ก็ทำได้ ไปลองดูเถอะไม่ตายบางทีมันจะเจริญเร็วกว่าเสียอีก

        ถ้าว่านึกถึงผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเอง นี้ก็เป็นอุบายอันหนึ่ง เพราะว่าคนเรามันมักจะเห็นแก่ตัว นึกให้มากไว้ เผื่อมันรั่วไหลเสียบ้าง มันก็ยังจะพอดี หรือกล้านึกถึงผู้อื่นหมดเลยก็ยิ่งเก่งมาก แต่คนเห็นแก่ตัวเขาไม่ยอม เพราะว่าเขาขี้ขลาด ที่จริงไม่ควรจะขี้ขลาด ถ้านึกถึงผู้อื่นทั้งหมด นั่นมันมากไป แล้วมันก็ได้แก่ตัวก่อน ก่อนที่จะไปได้กับผู้อื่น

        เพราะว่าเราเป็นผู้นำ แม้ว่าเราจะทำอย่างช่วยเขา เราก็ได้การกระทำหรือได้ผลการกระทำนั้นก่อนเสมอ แต่ไม่ควรจะตั้งใจชนิดที่ไม่ซื่อไม่ซื่อตรงแบบนี้ ถ้าว่านึกถึงผู้อื่น ก็ให้นึกถึงผู้อื่นจริง ๆ ที่มันจะมาหาตัวนั้นมันมาของมันเอง มาก็ได้ไม่มาก็ได้ นี่เรียกว่ามีวิญญาณสูง

         เดี๋ยวนี้คนเราไม่ต้องการเป็นแต่เพียงเรื่องพูด ต้องการเป็นเรื่องทำจริง แล้วก็เป็นเรื่องที่ว่ามีเหตุผลแสดงอยู่ชัดเจนอย่างเรื่องวิทยาศาสตร์เพราะว่าเราไม่ชอบปรัชญา ซึ่งเป็นเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ไม่มีตัวมีตน และเราชอบอย่างวิธีวิทยาศาสตร์ คือมีข้อเท็จจริงที่เห็นชัดอยู่แล้วก็ทำได้จริง ๆ เหมือนกับทำแก่วัตถุ

         การศึกษาที่สูงก็คือการศึกษาที่ถูกต้อง พอพูดว่าศึกษาเฉย ๆ มันพร่ามันต่ำก็ได้ ยิ่งอยู่ในมือของพวกวัตถุนิยมแล้ว มันก็ต่ำมาก เมื่อการศึกษาสูง ก็ต้องมีความถูกต้องหลายประการ แสดงอยู่ในตัวมันเอง ว่าสูงจริง

        อย่างแรกที่สุดอยากจะระบุว่า เรียนรู้แต่สิ่งที่มนุษย์ควรเรียน ที่ไม่จำเป็นที่ไม่จำเป็นแก่มนุษย์ อย่าไปเรียน มันทำให้มาก ทำให้ยุ่งจนที่จำเป็นนั้นไม่ได้เรียน เรียนได้น้อย เรียนได้ด้วยความยากลำบาก สิ่งที่มนุษย์ควรเรียนด้วยความจำเป็นไม่เพ้อ นี่คือการศึกษาที่ถูกต้องหรือสูง มันถูกจุด มีจุดหมายที่ถูกต้อง

       อย่างที่สองนี่ การศึกษาสูงจริง มันต้องด้วยประสบการณ์ หรือเรียนจากประสบการณ์แล้วก็เกิดมีประสบการณใหม่ ที่จะเป็นตัวการศึกษาจริง ๆ ขึ้นมา แต่โดยเฉพาะที่มันกำจัดความทุกข์ได้ กำจัดความโลภ ความโกรธความหลงได้ กำจัดกิเลสได้ การศึกษาที่สูง
ต้องอย่างนี้ ไม่ใช่ไปจดไว้ในตำรา ท่องตำรา ตอบตามนั้นได้แล้วก็ได้ปริญญา เป็นเรื่องถ่ายทอดวิชาหนังสือ

        อย่างที่สาม การศึกษาที่แท้จริงไม่ต้องอยู่ที่ประกาศนียบัตร ไม่ต้องอยู่ที่เกียรติ ไม่ต้องอยู่ที่อะไร นอกไปจากความจริง แล้วก็เป็นจริงกว่าที่คนธรรมดาเขาจะมองเห็นกัน คือไม่มองข้ามสิ่งสูงสุดที่มีอยู่แล้ว ที่จริงการที่ไม่มีอะไรในทางวัตถุ แต่มันมันก็สูงในทางจิตใจนั่นแหละมันสูงอยู่แล้ว

          อย่างที่สี่นี้ การศึกษาที่สูงที่สุดต้องให้คนรู้จักสิ่งที่ดีที่สูง ที่มีอยู่จริงแล้วบางทีจะว่า จะต้องมีอาบเหงื่อต่างน้ำด้วยซ้ำไป ที่มันดีจะสูง ไม่ใช่มันไปทำนิด ๆ หน่อย ๆ แล้วได้เงินมาก ได้เกียรติมาก ได้อะไรมาก แล้วจะเรียกว่าดี ว่าสูง ชนิดนั้นจะทำโลกให้ยุ่ง จำทำโลกให้ขาดแคลน ให้ไม่พอยิ่งขึ้นทุกที

        แต่ถ้ามีคนที่เห็นว่า เป็นสุขด้วยการอาบเหงื่อทำขนมขายนี้มันก็จะทำโลกนี้ให้พอ คือทำโลกนี้ให้เหลือ ให้มีสิ่งที่มนุษย์ต้องการ นั้นมันเหลือคนจะไม่ต้องแย่งงาน คนไม่ต้องสไตรค์ กรรมกรจะไม่ต้องสไตรค์ อะไรต่าง ๆ มันจะเรียบร้อยไปหมดได้ เพราะเขามีธรรมะ
เป็นเครื่องช่วย

            อย่างที่ห้า หรืออีกทีหนึ่งก็ว่า การศึกษาสูงนั้นต้องไม่แพง ต้องไม่มีที่แพง ขอให้นึกถึงการศึกษาที่พระพุทธเจ้าท่านให้แก่เรา เดี๋ยวนี้เราก็นึกละอายอย่างยิ่งพอนึกเรื่องนี้ ที่ว่าต้องมานั่งบนธรรมาสน์ แล้วก็ในสถานที่ที่ก่อขึ้นอย่างนี้แล้วจึงมาพูดกัน ในเมื่อพระพุทธเจ้าท่านประทับตามพื้นดินสอนสาวกของท่านกลางพื้นดินเป็นส่วนใหญ่ แม้แต่ในวิหาร วิหารนั้นก็พื้นดินตามทางเดินบนขอนไม้อะไรต่าง ๆ นี้ก็ปรากฏในหลายเรื่องหลายราว หลายสูตรที่ท่านสอนได้   ไม่ต้องการตึกมหาวิทยาลัย ที่มันแพงมาก
แล้วจึงจะสั่งสอนกัน

           นี่เราจ่ายเงินเพื่อการศึกษากันมากมาย แล้วก็ร้องว่าไม่พอกันอยู่เสมอ เพราะเราเอามาละเลงในแม่น้ำ ไม่ได้ผลคุ้มกันเลย เท่าไรมันก็ไม่พอ ยิ่งไปจัดตามแบบใหม่ ๆ เข้าแล้ว มันก็ยิ่งไม่พอ แม้แต่การสร้างสถานที่ก็ไม่พอ เงินเดือนครูก็ไม่พอ อะไร ๆ มันก็ดีเกินไป มันแพงเกินไปแต่ผลมันได้นิดเดียว ไปขยายโรงเรียน ไปเพิ่มครูให้มากขึ้น แต่ตัวการศึกษานี้มันเลวลง เพราะว่ามันไม่ทำให้ใครมีจิตใจสูงตามแบบนี้ได้ แล้วครูก็มีจิตใจต่ำ เพราะฉะนั้นเรียนจบก็เป็นอันธพาลกัน ในบ้านในเมืองนี้มีมากขึ้น เพราะว่าฉลาดสำหรับที่จะเป็นอันธพาล การศึกษาแบบนี้

         ถ้าจะเป็นการศึกษาที่ตามธรรมชาติมากขึ้น แล้วคนก็มีจิตใจสะอาดสว่าง สงบ หรือว่ามีจิตใจสูงมากขึ้น ให้มีการศึกษาสวยงามหรูหรา เล่นหัวมากขึ้น คนที่เรียนแล้วจะมีจิตใจเลวลง มีนิสัยแห่งความมักง่าย สะเพร่า สำรวย สำอาง สำออย อะไรต่าง ๆ มากขึ้นเพราะอุปกรณ์การศึกษาที่ว่ามันดีเกินไปการศึกษาสูงมันต้องไม่ใช้วัตถุแพง

          อย่าคิดว่าไปอยู่ในบ้านเมืองที่เจริญ เช่นเมืองนอกเมืองนาแล้วจิตใจมันจะสูง มันจะยิ่งต่ำกว่าอยู่ที่เมืองไทย อยู่ที่เมืองไทยนี่แหละ ถ้าอยู่ในป่าดงมันจะมีจิตใจที่สูงกว่าที่ไปอยู่ในเมืองหลวงได้ เรื่องที่มีมาแล้ว หรือมันจะมีต่อไปอีกก็ได้ กำลังมีอยู่ก็ได้

          ถ้าเราอยู่ในที่ที่ว่ามีจิตใจสูงสะอาด สว่าง สงบ นี้มันดีกว่า นี่อยากไปสนุกสนาน อยากไปหาความอิสระในทางกิเลส บางคนถึงกับหลอกพ่อแม่ให้สิ้นเนื้อประดาตัวก็มี มันมีจิตใจทรามตั้งแต่ก่อนไปแล้วเอาละ ว่าเป็นผู้ดี สอบไล่ชิงทุนได้อะไรได้ก็ตามเถอะ แต่ความเห่อเหิมทำนองนี้ไม่จัดว่าเป็นของดีไปได้ อยากมากก็เป็นของธรรมดา แต่ส่วนมากมันไม่เป็นอย่างนั้น มันไปด้วยความทะเยอทะยาน

           แล้วที่มันร้ายไปกว่านั้น ก็พอกลับมาถึง ก็เอาของวิเศษเมืองนอกนั่นแหละมา ติดตัวมา แล้วก็มาไล่อะไรต่าง ๆ ที่เป็นของไทยออกไป มาไล่วัฒนธรรมไทยแท้ บริสุทธิ์สะอาดออกไป เอาวัฒนธรรมวัตถุตะวันตกมา เอาของใหม่มาไล่ของเก่าเขาของนอกโน้นมาไล่ของในออกไป นี่ระวังให้ดี นี่คือความทรามอย่างยิ่ง

          เอาของนอกมาปรับปรุงของในให้มันดีขึ้น นี้ถูกต้อง แต่ว่าเอาของนอกมาไล่ของในออกไป เอาของนอกใส่แทนนี้ผิดอย่างยิ่ง อย่าไปยกเลิกของในหรือของเดิม ที่สืบ ๆ กันมาไม่รู้กี่สิบชั่วบรรพบุรุษแล้ว อย่าไปเอาของใหม่มาลาของเก่าออกไป ขอให้ฟังให้ดีเรากำลังจะเข้าใจผิด บางทีก็เนื่องด้วยคำพูด

          ข้อนี้อยากจะขอรบกวนเวลา ให้สนใจสักหน่อย มันมีความสำคัญมาก ความเป็นไทยของเราต้องเหลืออยู่ อิสรภาพหมดไป ก็เหลือแต่ความเป็นสุนัขรับใช้คำนี้ได้ยินมากที่สุกในวิทยุ อิสรภาพหมดไปแล้วก็เหลือความเป็นสุนัขรับใช้เพราะมันตรงกันข้าม เป็นไทยกับเป็นทาส

          นี้ระวังว่า อย่าเอาตะวันตกมาใส่แทนตะวันออก ไล่ความเป็นตะวันออกวัฒนธรรมตะวันออก หรือคนไทยอย่างนี้ไปเสีย มันจะสูญความหมายเดิม มันจะทำได้ก็เพียงว่า เอาส่วนประกอบผิว ๆ นอก ๆ นั้นมาปรับปรุงแก้ไข ตกแต่งวิญญาณเดิม ๆ ของเราให้มันดีขึ้น ให้มันทันสมัยขึ้น หรือให้มันเข้ากับสิ่งแวดล้อมสมัยปัจจุบันดีขึ้น

         เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น พิจารณาดูแล้ว คล้าย ๆ กับจะรับเอาระบบศึกษาตะวันตกทั้งดุ้น มาดุนวิญญาณเดิม ๆ ของการศึกษาอย่างไทย ๆ นี้ออกไปหมด ให้ของฝรั่งนั้นมาอยู่แทน นี้มันจะหมดความเป็นไทย แล้วจะเหลือความเป็นสุนัขรับใช้ซึ่งไม่ใช่คนแล้วที่นี้

           นี่จึงกล่าวเป็นเครื่องให้สังเกตได้ง่าย ๆ สำหรับจำใช้ไปสังเกตต่อไปว่าถ้าไม่มีการบังคับกิเลสแล้ว เป็นไม่ใช่การศึกษา จะระดับอนุบาลก็ดี ประถมก็ดีมัธยมก็ดี วิทยาลัยก็ดี มหาวิทยาลัยก็ดี หรือจะมีอะไรที่สูงไปกว่านั้นก็ตาม ถ้าไม่มีการบังคับกิเลสแล้ว นั่นไม่ใช่การศึกษา เป็นอุบายอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อการได้ทำตามกิเลสของคนเหล่านั้น

            ที่นี้ว่า เมื่อเป็นกิเลสแล้ว มันก็ทำกับมันยากแหละ เพราะว่ามันมีโฉมหน้าที่หลอกลวง รู้เท่าทันได้ยาก สิ่งที่เรียกว่ากิเลส มันโกง มันคด ฉะนั้นต้องระวังมากกว่าธรรมดา กิเลสหลอกให้ไปหาเหยื่อต่าง ๆ ให้เกียรติแก่กิเลส มันหาเหยื่อให้ แก่โมหะ หาเหยื่อให้แก่ความโง่ ที่จะได้โง่หนักขึ้นไปกว่าเดิม นั่นแหละคือกิเลสถ้ายิ่งก้าวหน้าในทางศึกษาแบบนี้ มันก็ยิ่งเพิ่มวิกฤติการณ์ คือเพิ่มความทุกข์ขึ้นมาในโลก ต้องจัดการศึกษาใหม่ ในลักษณะที่จะทำให้โลกนี้มีธรรมะมาคุ้มครองมีพระเจ้ามาคุ้มครอง แล้วโลกนี้ก็มีสันติ

             นี่อาตมาขอร้องซ้ำอีกครั้งหนึ่งว่า เรื่องนี้อย่าไปถือเสียว่าไม่ใช่ธุระของเรา ถ้ายังคงเป็นพุทธบริษัทอยู่เพียงใด ยังเคารพพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่เพียงใดแล้ว ก็ต้องรู้เถิดว่า วัตถุประสงค์ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านต้องการให้พุทธบริษัททุกคนยอมรับรู้เรื่องของเพื่อนมนุษย์ทั่วไปหมดทั้งโลก ทั้งสากลจักรวาล แล้วการที่เราไปนึกถึงคนเหล่านั้น ก็ใช่ว่าจำเป็นว่าเราจะต้องสูญเสีย หรือทำลายอะไรที่เป็นประโยชน์ของเราเอง มันทำไปได้พร้อมกัน

          การที่เราจะไม่นึกถึงสัตว์ทั้งหลายนั้นแหละ มันจะเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นมาไม่ทันรู้ แล้วมันก็จะถูก ดึง เลี้ยว ไปในทางกิเลสไม่ทันรู้อีกเหมือนกัน ฉะนั้นการนึกถึงผู้อื่น ด้วยจิตใจบริสุทธิ์นี้ก็เป็นเครื่องคุ้มครองที่ดีด้วย เป็นการบำเพ็ญกุศลที่สูงสุดพร้อมกันไป หลาย ๆ อย่างด้วย เรียกว่าประโยชน์ตนก็ได้ ประโยชน์ผู้อื่นก็ได ้ แล้วก็ช่วยกันทำโลกให้มีสันติ ตามความ
มุ่งหมายของพุทธประสงค์

 

 
 
 
ธรรมชาติธรรมค้ำจุนโลก
NaturedharmA
ประทีป  วัฒนสิทธิ์